เก็บให้ลูกวันละ 20 บาท 11 ปี — ฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยวันละ 27 สตางค์ และตัวเลขอีกด้านที่คนไม่ค่อยพูด

สมมติคุณเริ่มเก็บเงินให้ลูกวันละ 20 บาท ตั้งแต่เขาอายุ 7 ขวบ จนถึง 18 ปี เท่ากับเดือนละ 600 บาท เป็นเวลา 11 ปี เงินที่ใส่ไปทั้งหมดคือ 79,200 บาท
ถ้าเงินก้อนนั้นนอนอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ตลอด 11 ปี ดอกเบี้ยที่ได้ทั้งหมดคือ 1,089 บาท เฉลี่ยแล้ว วันละ 27 สตางค์
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อบอกว่าธนาคารไม่ดี และไม่ได้เขียนเพื่อเชียร์หุ้น แต่จะวางตัวเลขจริงทั้งสองด้านให้ดู รวมถึงด้านที่บทความสอนออมเงินส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดถึง คือด้านที่ลงทุนแล้วขาดทุน
ข้อมูลที่ใช้: ดัชนีหุ้นไทยรายวัน 4,844 แท่ง ย้อนหลัง 20 ปี (ส.ค. 2549 - ส.ค. 2569) · ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารใหญ่ 4 แห่ง ณ 31 ก.ค. 2569 (ธปท.) · เงินเฟ้อทั่วไป ก.ค. 2569 (กระทรวงพาณิชย์) · ผลตอบแทนทุกตัวคำนวณใหม่เองจากข้อมูลดิบ ไม่ได้อ่านจากที่ไหน
ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ "ออมน้อยไป" แต่คือดอกเบี้ยแพ้เงินเฟ้อ
ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารใหญ่สี่แห่งอยู่ที่ 0.25% ต่อปี ฝากประจำ 12 เดือนอยู่ที่ 0.75% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 1.95%
เอาสองตัวนี้มาลบกัน จะได้ตัวเลขที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้: เงินที่นอนอยู่ในบัญชีออมทรัพย์กำลังมีอำนาจซื้อลดลงราว 1.70% ทุกปี ไม่มีใครขโมยไป แต่มันซื้อของได้น้อยลงเรื่อย ๆ

เงินก้อนเดียวกัน 79,200 บาท อยู่ใน 5 ที่ ได้ต่างกันแค่ไหน
เราทดสอบกับช่วงเวลาจริง กันยายน 2558 ถึง สิงหาคม 2569 ไม่ใช่ตัวเลขสมมติ:
| เอาไปไว้ที่ไหน | ปลายทาง (บาท) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| กระปุกออมสิน | 79,200 | อำนาจซื้อจริงเหลือ 64,042 บาท |
| ออมทรัพย์ 0.25% | 80,289 | ดอกเบี้ยรวม 11 ปี 1,089 บาท |
| ฝากประจำ 12 เดือน 0.75% | 82,520 | ดอกเบี้ยรวม 3,320 บาท |
| หุ้นไทย - ราคาอย่างเดียว | 86,633 | +9.4% |
| หุ้นไทย + ปันผล | 101,899 | +28.7% · มากกว่าออมทรัพย์ 21,610 บาท |
ข้อสำคัญเรื่องความซื่อสัตย์ของตัวเลข: เราใช้สมมติฐานปันผลเพียง 3% ต่อปี ทั้งที่อัตราปันผลของตลาดหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ 4.1% (รายงานภาวะตลาด SET ก.ค. 2569) เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์สวยเกินความจริง
ด้านที่คนไม่ค่อยพูด - 9 ใน 110 ช่วง ขาดทุน
ตัวเลขข้างบนคือผลของช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เราจึงทดสอบใหม่โดยเลื่อนจุดเริ่มต้นทีละเดือนตลอด 20 ปี ได้ทั้งหมด 110 ช่วง ของการทยอยซื้อ 11 ปีเหมือนกันเป๊ะ
- ชนะเงินฝาก 101 ช่วง
- ขาดทุน 9 ช่วง - ราว 8% ของจุดเริ่มต้นทั้งหมด
- ช่วงแย่ที่สุด (ก.ค. 2557 - มิ.ย. 2568): ใส่ 79,200 เหลือ 67,684 บาท คือ −14.5% และแพ้บัญชีออมทรัพย์อยู่ 12,605 บาท
- ช่วงดีที่สุด (ก.พ. 2550 - ม.ค. 2561): ได้ 175,166 บาท คือ +121.2%
เงินเท่ากัน วิธีเท่ากัน ระยะเวลาเท่ากัน แต่ผลต่างกันสองเท่าครึ่ง เพราะจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ต้องบอกลูกก่อนเริ่ม ไม่ใช่บอกทีหลัง

หุ้นไทย 10 ปีเต็มไม่ไปไหน แล้วปีเดียวบวก 29.1%
สิ้นปี 2558 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,288.02 ผ่านไปสิบปีเต็ม สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1,259.67 คือติดลบ 2.2% ในสิบปี
ลองคิดตาม ถ้าเด็กคนหนึ่งเริ่มลงทุนตอนอายุ 7 ขวบในปีนั้น พออายุ 17 เขาจะสรุปว่า "ลงทุนมาสิบปี ไม่ได้อะไรเลย" แล้วอาจเลิกไปตลอดชีวิต
แต่ปีนี้ปีเดียว ตั้งแต่ต้นปีถึง 17 ส.ค. 2569 ดัชนีขึ้นจาก 1,259.67 มาที่ 1,626.44 คือ +29.1% ในเวลาไม่ถึงแปดเดือน คนที่ทนอยู่ได้ผลตอบแทนของสิบปีมาในแปดเดือน คนที่ยอมแพ้ตอนสิ้นปีที่แล้วไม่ได้อะไรเลย
และต้องบอกด้านที่เจ็บด้วย: ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยเคยลงจากจุดสูงสุดถึง 55.7% ในวิกฤตปี 2551 ถ้าตอนนั้นพอร์ตของลูกมีหนึ่งแสนบาท เขาจะเห็นตัวเลขในจอเหลือสี่หมื่นกว่าบาท
ตัวเลขที่สำคัญที่สุด - ทำไมต้องเริ่มตั้งแต่ลูกยังเล็ก
เราคำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงของการทยอยซื้อหุ้นไทย 20 ปีที่ผ่านมาได้ 6.58% ต่อปี ตัวเลขนี้ผ่านทั้งวิกฤตปี 2551 ทั้งโรคระบาด และทั้งสิบปีที่ตลาดไม่ไปไหน แล้วเอาไปเทียบสองครอบครัว ที่เก็บวันละ 20 บาทเท่ากัน:
| ครอบครัว | เงินที่ใส่ | ตอนอายุ 60 |
|---|---|---|
| เริ่มตอน 7 ขวบ · หยุดใส่ตอน 18 | 79,200 | 1,663,851 |
| ลูกเริ่มเองตอน 25 · ใส่ยาวถึง 60 | 252,000 | 935,780 |
ครอบครัวแรกใส่เงินแค่ 31% ของครอบครัวที่สอง แต่ปลายทางมากกว่าอยู่ 728,071 บาท ความต่างทั้งหมดไม่ได้มาจากการเลือกหุ้นเก่งกว่า หรือจังหวะซื้อขายที่ดีกว่า มันมาจากอย่างเดียวคือ เวลา 18 ปีที่เริ่มก่อน
ถ้ามองใกล้กว่านั้น เด็กคนเดียวกันนี้ พออายุแค่ 30 เงินก้อนเดิมที่หยุดใส่ไปตั้งแต่ 18 จะกลายเป็นราว 245,916 บาท จากเงินที่พ่อแม่ใส่ไปเจ็ดหมื่นกว่าบาท

งานวิจัยที่คนอ้างผิดมาตลอด
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ปี 2556 ที่คนชอบอ้างกันมาก ประโยคที่คนเอาไปพูดต่อคือ "นิสัยเรื่องเงินของคนเราก่อตัวตั้งแต่อายุประมาณ 7 ขวบ" ซึ่งถูก แต่คนมักหยุดอ่านแค่ตรงนั้น
รายงานฉบับเดียวกันสรุปอีกอย่างที่สำคัญกว่ามาก และแทบไม่มีใครพูดถึง คือ การสอนความรู้ทางการเงินแบบบอกตรง ๆ กับเด็กเล็ก มักไม่ได้ผลในการเปลี่ยนพฤติกรรม สิ่งที่มีผลจริงคือสิ่งที่เด็กได้เห็นจากคนในบ้าน และสิ่งที่เด็กได้ลงมือทำเองในชีวิตประจำวัน
แปลเป็นภาษาบ้าน ๆ คือ นั่งสอนลูกเรื่องดอกเบี้ยทบต้นสามสิบนาที ได้ผลน้อยกว่าการให้เขาเห็นคุณจดรายจ่ายทุกวัน หรือให้เขาเป็นคนจ่ายเงินเองที่เคาน์เตอร์
5 วิธีที่สอดคล้องกับงานวิจัย และทำได้จริงตั้งแต่พรุ่งนี้
- ให้ลูกยื่นเงินและรับเงินทอนเองที่แคชเชียร์ ตั้งแต่ยังเล็ก - การเห็นเงินออกจากมือตัวเองสอนได้มากกว่าคำอธิบายทั้งหมดรวมกัน
- ใช้กระปุกสามใบ: ใช้ / เก็บ / แบ่งปัน - ให้เด็กเห็นการแบ่งเงินด้วยตา ไม่ใช่ท่องจำเป็นกฎ
- เปลี่ยนค่าขนมจากรายวันเป็นรายสัปดาห์ เมื่อลูกโตพอ - ให้รายวันคือฝึกรอ ให้เป็นก้อนคือฝึกวางแผน
- ให้ลูกเห็นคุณจัดการเงินของจริง - เห็นตอนจดรายจ่าย เห็นตอนบอกว่าเดือนนี้ไม่ซื้อเพราะยังไม่จำเป็น
- ถ้าจะให้เห็นการลงทุนจริง ให้ดูปีละครั้ง ไม่ใช่ทุกวัน - เริ่มจากพอร์ตเล็กมากที่ขาดทุนก็ไม่กระทบชีวิต ถ้าดูทุกวันเด็กจะเรียนรู้ความตื่นเต้นกับตัวเลขแดงเขียว ซึ่งตรงข้ามกับความอดทนที่เราอยากปลูกฝัง
เปิดบัญชีอะไรให้ลูกได้บ้างในไทย
| ช่วงอายุ | เปิดได้ | ยังเปิดไม่ได้ |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 7 ขวบ | บัญชีเงินฝาก โดยพ่อแม่เป็นผู้ดูแล | สลากออมทรัพย์ · กองทุน · หุ้น |
| 7 - 14 ปี | บัญชีเงินฝาก "พ่อแม่ เพื่อ ลูก" · สลากออมทรัพย์เมื่อมีบัตรประชาชน | บัญชีกองทุน/หุ้นในชื่อตัวเอง |
| 15 - 19 ปี | บัญชีเงินฝากเองได้ด้วยบัตรประชาชน | กองทุนต้องผ่านพ่อแม่ · บัญชีหุ้นในชื่อตัวเอง |
| 20 ปีขึ้นไป | เปิดได้เองทุกอย่าง | - |
เงื่อนไขของแต่ละธนาคารและโบรกเกอร์ต่างกันในรายละเอียด ควรตรวจสอบกับสถาบันการเงินโดยตรงก่อนดำเนินการ
4 สิ่งที่ไม่ควรทำกับเงินของลูก
- อย่าเอาเงินค่าเทอมหรือเงินฉุกเฉินไปลงทุน - เงินที่มีกำหนดใช้แน่นอน ไม่ควรอยู่ในที่ที่ราคาขึ้นลงได้
- อย่าสัญญากับลูกว่าเงินก้อนนี้จะโตเป็นเท่าไหร่ - ถ้าไม่เป็นอย่างที่สัญญา สิ่งที่พังไม่ใช่แค่พอร์ต แต่คือความเชื่อใจ
- อย่าให้ลูกเห็นแต่ตอนที่พอร์ตเป็นสีเขียว - วันที่ติดลบให้เขาเห็นด้วย และเห็นว่าคุณรับมือยังไงโดยไม่ตกใจ
- อย่าเริ่มด้วยสินทรัพย์ที่ผันผวนสูงเพราะอยากให้โตเร็ว - บทเรียนแรกจะกลายเป็นความเชื่อที่เขาถือไปตลอดชีวิต
สรุป
- ออมทรัพย์ 0.25% เทียบเงินเฟ้อ 1.95% - เก็บเฉย ๆ คืออำนาจซื้อลดลงทุกปี
- เก็บวันละ 20 บาท 11 ปี ในหุ้นไทย+ปันผล ได้มากกว่าออมทรัพย์ราว 21,610 บาท
- แต่จาก 110 ช่วงที่ทดสอบ มี 9 ช่วงที่ขาดทุน และช่วงแย่สุดแพ้เงินฝาก 12,605 บาท
- หุ้นไทยเคยไม่ไปไหนเลย 10 ปีเต็ม แล้วบวก 29.1% ในปีเดียว - สิ่งที่ต้องสอนลูกคือความอดทน ไม่ใช่ผลตอบแทน
- งานวิจัยบอกว่าการสอนตรง ๆ ไม่ค่อยได้ผลกับเด็กเล็ก สิ่งที่ได้ผลคือสิ่งที่เขาเห็นเราทำทุกวัน
บทความนี้เป็นการให้ความรู้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้เขียนไม่ใช่ผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. การลงทุนมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวน ผลในอดีตไม่ยืนยันผลในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
เงินที่ใส่ไปทั้งหมด 79,200 บาท ถ้าอยู่ในบัญชีออมทรัพย์อัตรา 0.25% ต่อปี ดอกเบี้ยรวมตลอด 11 ปีคือ 1,089 บาท เฉลี่ยวันละราว 27 สตางค์ ถ้าเป็นฝากประจำ 12 เดือน 0.75% จะได้ดอกเบี้ยรวม 3,320 บาท
ไม่เสมอไป เราทดสอบการทยอยซื้อดัชนีหุ้นไทยเดือนละ 600 บาทเป็นเวลา 11 ปี โดยเลื่อนจุดเริ่มต้นทีละเดือนตลอด 20 ปี ได้ทั้งหมด 110 ช่วง ผลคือชนะเงินฝาก 101 ช่วง และขาดทุน 9 ช่วง ช่วงที่แย่ที่สุดเหลือ 67,684 บาทจากเงินที่ใส่ไป 79,200 บาท ซึ่งแพ้บัญชีออมทรัพย์อยู่ 12,605 บาท
เพราะเวลามีน้ำหนักมากกว่าจำนวนเงิน ถ้าใช้ผลตอบแทนจริงของการทยอยซื้อหุ้นไทย 20 ปีที่ 6.58% ต่อปี การเริ่มเก็บวันละ 20 บาทตอนลูกอายุ 7 ขวบแล้วหยุดใส่ตอน 18 ปี (รวม 79,200 บาท) จะได้ 1,663,851 บาทตอนอายุ 60 ขณะที่การเริ่มเองตอนอายุ 25 แล้วใส่ยาวถึง 60 (รวม 252,000 บาท) ได้ 935,780 บาท คือใส่เงินแค่ 31% แต่ปลายทางมากกว่า 728,071 บาท
ต่ำกว่า 7 ขวบเปิดได้เฉพาะบัญชีเงินฝากโดยพ่อแม่เป็นผู้ดูแล อายุ 7-14 ปีเปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ พ่อแม่ เพื่อ ลูก และซื้อสลากออมทรัพย์ได้เมื่อมีบัตรประชาชน ส่วนกองทุนรวมและหุ้นต้องเปิดในชื่อพ่อแม่เพื่อผู้เยาว์ อายุ 15-19 ปีเปิดบัญชีเงินฝากเองได้ แต่บัญชีหุ้นในชื่อตัวเองยังเปิดไม่ได้จนอายุ 20 ปี เงื่อนไขแต่ละธนาคารและโบรกเกอร์ต่างกัน ควรตรวจสอบกับสถาบันการเงินโดยตรงก่อนดำเนินการ
⚠ ก่อนนำไปใช้
- บทความนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน — ผู้เขียนไม่ใช่ผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.
- ตัวเลขทั้งหมดเป็นภาพ ณ วันที่วัด และผลในอดีตไม่ยืนยันผลในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง