อภิธานศัพท์การอ่านกราฟ
คำอธิบายที่ไม่ลอกใครมา ทุกคำจบด้วยบรรทัดที่แทบไม่มีเว็บไหนเขียน — สิ่งที่มันบอกคุณไม่ได้ เพราะครึ่งนั้นคือส่วนที่ทำให้คนขาดทุน
ดูปริมาณการซื้อขายตามแกนราคา แทนที่จะดูตามแกนเวลา ทำให้เห็นว่าราคาไหนมีคนถือกันหนาแน่นที่สุด (POC) และกรอบราคายุติธรรมอยู่ตรงไหน (VAH/VAL) — ของ ปตท. รอบ 250 วัน POC อยู่ที่ 33.50 · ขอบบน 37.72
ระยะจากราคาเข้าถึงเป้า หารด้วยระยะจากราคาเข้าถึงจุดตัดขาดทุน เกณฑ์ที่ใช้ในช่องนี้คือต่ำกว่า 2 เท่าไม่เข้า ต่อให้หุ้นดูดีแค่ไหน เพราะแค่ถูก 4 ใน 10 ครั้งก็ยังเหลือกำไร
ชั้นป้องกันที่สองต่อจากกฎเสี่ยง 2% — ไม้เดียวห้ามเกิน 25% ของพอร์ต เพราะจุดตัดขาดทุนที่แคบมากจะคำนวณออกมาได้จำนวนหุ้นมหาศาล (ตัวอย่างในคลิป: 200 หุ้น = 47% ของพอร์ตทั้งก้อน)
เส้นค่าเฉลี่ย 50 วันตัดลงต่ำกว่าเส้น 200 วัน ชื่อฟังดูน่ากลัวแต่ในข้อมูลทองคำ 10 ปี เกิดขึ้น 8 ครั้ง — 20 วันหลังจากนั้น ขึ้น 4 ครั้ง ลง 3 ครั้ง ค่ากลาง +1.9%
หน่วยน้ำหนักทองของไทย = 15.244 กรัม ทองรูปพรรณ 96.5% แปลงจากราคาโลกได้ด้วย ทองโลก × ค่าเงินบาท × 0.473
เอา % ที่เด้งมาแล้ว หารด้วย % ที่ยังต้องขึ้นอีกถึงจะเท่าทุน — ตัวเลขนี้บอกว่าเดินมาได้กี่ส่วนของทางจริง ๆ ไม่ใช่แค่เด้งแรงแค่ไหน
วัดว่าแรงซื้อกับแรงขายเอียงไปทางไหนในช่วง 14 แท่งล่าสุด ค่า 0–100 — ใน 500 วันล่าสุด RSI รายวันของบิตคอยน์อยู่ต่ำกว่า 30 เพียง 4.4% ของเวลาทั้งหมด และจุดต่ำสุดที่เคยลงไปคือ 15.5
ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังที่ถ่วงน้ำหนักให้วันล่าสุดสำคัญกว่า ใช้อ่านแนวโน้มจากลำดับการเรียงตัวของเส้น 20 / 50 / 200
เส้นที่คนทั้งตลาดจับตามากที่สุด — แต่บิตคอยน์เคยปิดใต้เส้นนี้ต่อเนื่อง 84 วัน โดยเส้นไม่เคย "รับ" ราคาไว้เลยสักครั้ง
ปริมาณที่ซื้อขายกันจริงในหนึ่งแท่งเทียน ใช้ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวมีน้ำหนักหรือเป็นแค่ความเงียบ — การทะลุแนวต้านที่วอลุ่มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เชื่อถือได้น้อย
ระดับราคาที่เคยมีแรงซื้อเข้ามาหยุดการลงได้จริงมาแล้วในอดีต ต้องยืนยันจากพฤติกรรมราคา ไม่ใช่ขีดเอาจากความหวัง
ฝั่งตรงข้ามของแนวรับ — ระดับที่เคยมีแรงขายกดราคาลงมาแล้ว เมื่อทะลุขึ้นไปได้จริง มักกลายเป็นแนวรับใหม่
ราคาทำจุดสูงใหม่ แต่อินดิเคเตอร์ไม่ทำตาม สัญญาณว่าแรงเริ่มไม่สอดคล้องกับราคา
ชุดสัดส่วน 38.2 / 50 / 61.8% ที่นักเทรดจำนวนมากใช้ร่วมกัน จึงกลายเป็นระดับที่ "มีคนรอ" จริงในตลาด ยิ่งซ้อนกับแนวรับเดิม (confluence) ยิ่งมีน้ำหนัก
หนึ่งแท่ง = ราคาเปิด สูงสุด ต่ำสุด ปิด ของช่วงเวลานั้น ไส้เทียนยาวบอกว่ามีการปฏิเสธราคา
ช่วงเวลาต่อหนึ่งแท่ง อ่านจากใหญ่ไปเล็กเสมอ: สัปดาห์ → วัน → 4 ชั่วโมง เพื่อให้ภาพใหญ่เป็นคนกำหนดบริบท
ยอดที่ต่ำลง + ฐานที่ต่ำลง ต่อเนื่องกัน คือนิยามของขาลงแบบขั้นบันได ตราบใดที่ลำดับนี้ไม่ถูกทำลาย แท่งเขียวรายวันคือการเด้ง ไม่ใช่การกลับตัว
กรอบการนับคลื่น 5-3 เพื่อประเมินว่าตลาดอยู่ช่วงไหนของวัฏจักร — เมื่อนับเป็น impulse ไม่ได้ ก็เป็นข้อมูลเหมือนกัน
ระยะแกว่งเฉลี่ยต่อวัน ใช้ตั้งระยะ stop loss ให้พ้นความผันผวนปกติ และคำนวณขนาดไม้ให้ความเสี่ยงต่อไม้คงที่
จำนวนที่เข้าซื้อ คำนวณย้อนจากความเสี่ยงที่ยอมรับได้ต่อไม้ (เช่น 1–2% ของพอร์ต) หารด้วยระยะถึง stop loss — สิ่งที่สำคัญกว่าการทายทิศทาง