ลากเส้นแนวรับแนวต้านด้วยกฎ 4 ข้อ แล้วเอาไปแข่งกับเส้นสุ่ม — ผลคือเส้นจริงแพ้

ลองสังเกตดูสักครั้ง เวลาราคาลงมาแล้วเด้งขึ้น จะมีคนบอกว่า "เจอแนวรับ" เวลาราคาลงมาแล้วไม่เด้ง จะมีคนบอกว่า "แนวรับแตก" และเวลาราคาวิ่งขึ้นไปเฉย ๆ ก็จะมีคนบอกว่า "หลุดแนวต้านแล้ว"
สังเกตไหมว่า ไม่ว่าราคาจะไปทางไหน ก็มีเส้นรออธิบายเสมอ คำอธิบายที่อธิบายได้ทุกผลลัพธ์ ไม่ได้อธิบายอะไรเลย
บทความนี้จะทำสองอย่าง อย่างแรกคือสอนลากเส้นด้วยกฎที่ตรวจสอบย้อนได้ กฎที่ทำให้คนสิบคนลากได้เส้นเดียวกันเป๊ะ ไม่ใช่ลากตามความรู้สึก อย่างที่สองคือเอาเส้นที่ลากได้นั้นไปแข่งกับเส้นที่สุ่มขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผลอะไรเลย แล้วดูว่าใครชนะ
ข้อมูลที่ใช้: ราคารายวันจริง 23 สินทรัพย์ (ดัชนีหุ้นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หุ้นรายตัว ทองคำ น้ำมัน ค่าเงิน และคริปโต) รวม 220,506 แท่ง ตั้งแต่ 2 ม.ค. 2513 ถึง 18 ส.ค. 2569 · สร้างโซนได้ทั้งหมด 1,945 โซน · ทุกตัวเลขคำนวณเองจากข้อมูลดิบ ตรวจย้อนได้ทุกบรรทัด
ปัญหาข้อแรก: กฎหลวมนิดเดียว เส้นก็เต็มจอ
ถ้าใช้นิยามหลวม ๆ แบบที่คนส่วนใหญ่ใช้กัน — จุดสูงจุดต่ำเล็ก ๆ ก็นับเป็นแนวได้ — กราฟ S&P 500 หนึ่งปีล่าสุดจะมีเส้นได้ถึง 23 เส้นในกรอบราคาเดียว และถ้านับทั้ง 23 สินทรัพย์จะได้ 5,525 โซน เฉลี่ยแล้วมีเส้นลอยอยู่พร้อมกัน 33.9 เส้นต่อกราฟหนึ่งใบ
ผลที่ตามมาคือตัวเลขนี้:
| ราคาอยู่ห่างเส้นใดเส้นหนึ่งไม่เกิน | กฎหลวม | กฎเข้ม |
|---|---|---|
| 1% | 33.2% | 8.0% |
| 2% | 51.3% | 15.2% |
| 3% | 62.4% | 21.2% |
| จำนวนเส้นที่ลอยอยู่พร้อมกัน (เฉลี่ย) | 33.9 | 6.5 |
อ่านบรรทัดที่หนาอีกครั้ง — ด้วยกฎหลวม เกินครึ่งของวันทั้งหมด ราคาจะอยู่ห่างเส้นใดเส้นหนึ่งไม่เกิน 2% แปลว่าไม่ว่าวันนี้ราคาจะทำอะไร ก็มีเส้นให้ชี้ได้เสมอว่า "นี่ไงแนวรับ"
นี่คือเหตุผลที่ต้องมีกฎ ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อจำกัดจำนวนเส้น จนกระทั่งการที่ราคามาชนเส้นกลายเป็นเรื่องที่มีความหมาย

กฎ 4 ข้อ — ลากยังไงให้คนอื่นลากตามได้เหมือนกันเป๊ะ
- ใช้เฉพาะจุดกลับตัวที่ชัดจริง — แท่งนั้นต้องสูงกว่า (หรือต่ำกว่า) ทุกแท่งในระยะ 10 แท่งทั้งซ้ายและขวา ถ้าไม่ผ่านข้อนี้ ไม่ใช่จุดกลับตัว ไม่ต้องลาก
- นับได้ก็ต่อเมื่อครบ 10 แท่งแล้วเท่านั้น — จุดกลับตัวจะ "ยืนยัน" ได้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปครบสิบแท่ง ข้อนี้สำคัญที่สุดในเชิงความซื่อสัตย์ เพราะถ้าลากเส้นโดยใช้แท่งที่ยังไม่เกิด คุณกำลังทดสอบตัวเองด้วยข้อมูลอนาคต ผลจะสวยเสมอ และใช้จริงไม่ได้
- เส้นคือโซน ไม่ใช่เส้นบาง — ความหนาของโซนคือ 0.5 เท่าของ ATR 14 วัน ใช้ ATR ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์คงที่ เพราะความผันผวนของแต่ละสินทรัพย์และแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน ทองคำกับบิตคอยน์ไม่ควรใช้ความหนาเท่ากัน
- ต้องมีจุดกลับตัวมาชนอย่างน้อย 2 จุด — จุดเดียวคือเรื่องบังเอิญ สองจุดขึ้นไปจึงเรียกว่าโซน
กฎชุดนี้ทำให้กราฟที่เคยมี 23 เส้น เหลือ 4 โซน และทำให้คุณกับผมลากได้เส้นเดียวกัน นี่คือส่วนที่เป็น "การสอน" ของบทความนี้ และมันใช้ได้จริงไม่ว่าผลทดสอบข้างล่างจะออกมาอย่างไร
ปัญหาข้อสอง: ต้องมีกลุ่มควบคุม ไม่งั้นวัดอะไรไม่ได้เลย
ถ้าวัดแค่ว่าเส้นของเราเด้งกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วได้ 64% เราจะสรุปอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่รู้ว่า 64% นั้นมากหรือน้อย เทียบกับอะไร
เราจึงสร้างกลุ่มควบคุม 2 แบบ ที่ไม่มีเหตุผลรองรับอะไรเลย:
- กลุ่ม ก — เส้นสุ่มในกรอบ: สุ่มราคาขึ้นมาเฉย ๆ ในกรอบราคาที่สินทรัพย์นั้นเคยวิ่ง แล้วประกาศว่านั่นคือแนวรับแนวต้าน จำนวนเส้นเท่ากับของจริง
- กลุ่ม ข — เส้นจริงที่เลื่อนทิ้ง: เอาโซนจริงที่ลากตามกฎมาแล้วเลื่อนขึ้นหรือลง 3-8% แบบสุ่ม เส้นยังหน้าตาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ตำแหน่งไม่มีความหมายแล้ว
แล้ววัดทั้งสามกลุ่มด้วยไม้บรรทัดอันเดียวกันเป๊ะ: นับว่า "แตะ" เมื่อราคาเข้ามาในโซน (เว้นช่วง 20 แท่งหลังการแตะครั้งก่อน เพื่อไม่ให้นับเหตุการณ์เดียวซ้ำ) แล้วดูภายใน 15 แท่งถัดไปว่าราคาเคลื่อนออกจากโซนไปทาง "เด้ง" หรือ "พัง" ก่อน โดยใช้ระยะ 1 เท่าของ ATR เท่ากันทั้งสองทิศ

ผลลัพธ์ — เส้นจริงแพ้
| กลุ่ม | จำนวนครั้ง | อัตราเด้ง |
|---|---|---|
| เส้นจริง — ลากตามกฎ 4 ข้อ | 1,795 | 64.01% |
| กลุ่ม ก — เส้นสุ่มในกรอบ | 2,126 | 71.87% |
| กลุ่ม ข — เส้นจริงที่เลื่อน 3-8% | 2,181 | 70.29% |
เส้นจริงแพ้ทั้งสองกลุ่มควบคุม และแพ้ไม่ใช่เพราะบังเอิญ เมื่อทดสอบด้วยการสุ่มยกตลาดซ้ำ 4,000 รอบ ส่วนต่างค่ากลางอยู่ที่ −6.22 จุดเปอร์เซ็นต์ ช่วงเชื่อมั่น 95% คือ −9.63 ถึง −3.38 ซึ่งไม่คร่อมศูนย์ และติดลบทั้ง 100% ของ 4,000 รอบ
ไล่ดูรายตลาด เส้นจริงชนะเส้นสุ่มเพียง 4 จาก 23 ตลาด ที่ชนะคือดัชนี DAX (+3.7 จุด), หุ้น XOM (+2.5), คู่เงิน EURUSD (+0.4) และหุ้น MSFT (+0.4) ส่วนที่แพ้หนักที่สุดคือบิตคอยน์ (−20.3), แนสแด็ก 100 (−19.3), วอลมาร์ต (−15.6) และโคคาโคล่า (−15.0)
ต้องระวังการสรุปเกินเลย ผลนี้ไม่ได้แปลว่าแนวรับแนวต้านไม่มีอยู่จริง หรือกราฟเทคนิคใช้ไม่ได้ มันแปลอย่างเดียวว่า ตัวเลข "เด้ง 64%" ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเส้นของคุณมีความหมาย เพราะเส้นมั่ว ๆ ก็ได้ตัวเลขพอกันหรือดีกว่า สิ่งที่ทำให้ราคาเด้ง คือราคาแกว่งขึ้นลงเป็นปกติของมัน
เหตุผลเชิงโครงสร้างก็มีอยู่ ราคาไม่ได้เดินสุ่มสมบูรณ์แบบ มันมีแนวโน้มจะกลับเข้าหาค่ากลางเมื่อวิ่งไปไกล เส้นที่สุ่มขึ้นมาในกรอบราคามักตกอยู่ตรง "กลาง ๆ" ที่ราคาผ่านไปมาบ่อยและมักเด้ง ขณะที่เส้นจริงตามกฎจะไปเกาะอยู่ที่ขอบ — จุดสูงสุดและต่ำสุด ซึ่งเป็นบริเวณที่ราคาทะลุผ่านบ่อยกว่า
แล้วทำไมทุกคนถึงเชื่อว่า "ทดสอบซ้ำ = เส้นแข็ง"
นี่คือส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดของทั้งเรื่อง ตัวเลขในตารางข้างล่างนี้จริงทั้งหมด และมันดูเหมือนจะยืนยันความเชื่อนั้นพอดี:
| นับตามลำดับการทดสอบ | จำนวนครั้ง | อัตราเด้ง |
|---|---|---|
| ทดสอบครั้งแรกของโซน | 927 | 59.44% |
| ครั้งที่ 2 ขึ้นไป | 868 | 68.89% |
| นับตามอายุของโซน | จำนวนครั้ง | อัตราเด้ง |
|---|---|---|
| โซนอายุน้อย (น้อยกว่า 60 แท่ง) | 592 | 53.72% |
| โซนอายุกลาง (60-250 แท่ง) | 462 | 64.07% |
| โซนอายุมาก (มากกว่า 250 แท่ง) | 741 | 72.20% |
ดูเผิน ๆ เหมือนเส้นยิ่งเก่ายิ่งแกร่ง แต่ลองคิดใหม่: เส้นที่พังตั้งแต่การทดสอบครั้งแรก จะไม่มีครั้งที่ 2 ให้ใครนับ
เส้นที่ไม่แม่นถูกคัดออกไปตั้งแต่ตอนอายุน้อย เหลือแต่เส้นที่บังเอิญรอดมาอยู่ในกลุ่ม "อายุมาก" ค่าเฉลี่ยจึงดูดีขึ้นเองโดยที่เส้นไม่ได้แม่นขึ้นแม้แต่นิดเดียว ส่วนต่าง 9.45 จุดนั้นอธิบายได้ด้วยการคัดออกทั้งหมด ไม่ต้องสมมติว่าเส้นมีพลังพิเศษอะไร นี่คือสิ่งที่สถิติเรียกว่า กับดักการรอดชีวิต (survivorship bias)
และมันมีผลจริงกับการเทรด เพราะเวลาคุณเห็นเส้นที่ "เคยรับมาแล้ว 4 ครั้ง" คุณกำลังดูเส้นที่รอดมา ไม่ใช่เส้นที่แม่น — คุณไม่มีทางเห็นเส้นอีกนับพันที่พังไปตั้งแต่ครั้งแรกและถูกลบทิ้งไปแล้ว

ฝั่งทะลุก็ไม่มีของ
ความเชื่ออีกข้อคือ "ทะลุแนวต้านแล้วจะวิ่งต่อ" เราวัดจากเหตุการณ์ทะลุจริง 646 ครั้ง โดยดูว่าหลังทะลุแล้ว 15 แท่ง ราคาเดินต่อไปทางเดิมกี่ ATR:
| กลุ่ม | ค่ากลาง (ATR) | เดินต่อทางเดิม |
|---|---|---|
| เส้นจริง | +0.15 | 51.1% |
| กลุ่ม ก — เส้นสุ่ม | +0.06 | 50.2% |
| กลุ่ม ข — เส้นเลื่อน | +0.68 | 55.9% |
51.1% คือเกือบเท่าโยนเหรียญพอดี และเส้นที่เลื่อนทิ้งแล้วยังทำได้ดีกว่าเส้นจริงเสียอีก
ตอบคำค้าน 2 ข้อ
"ก็เพราะกฎที่คุณใช้ไม่ดีเอง" — เป็นไปได้ครับ และเราไม่ปฏิเสธ แต่กฎที่ใช้คือกฎที่ตำราส่วนใหญ่สอน และเป็นกฎที่เขียนเป็นโค้ดได้ ถ้ากฎของคุณดีกว่าและวัดผลไม่ได้เลย นั่นคือปัญหาของกฎนั้น ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่ามันดี ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาคือ: เขียนกฎของคุณให้ชัดจนคนอื่นลากตามได้เป๊ะ แล้ววัดกับกลุ่มควบคุมแบบเดียวกันนี้
"ของจริงต้องดูวอลุ่ม ดูบริบท ดูไทม์เฟรมใหญ่ประกอบ" — เห็นด้วยเต็มที่ และนั่นแหละคือประเด็น ถ้าเส้นต้องมีอย่างอื่นประกอบถึงจะใช้ได้ แปลว่าเส้นเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุผลพอที่จะเข้าไม้ ซึ่งตรงกับผลทดสอบพอดี
แล้วลากเส้นไปทำไม — 3 ข้อที่ยังมีประโยชน์จริง
- ใช้เป็นจุดเฝ้า ไม่ใช่จุดเข้า — โซนบอกว่า "ตรงนี้น่าจับตา" แล้วรอดูว่าราคาทำอะไรตรงนั้น ไม่ใช่ตั้งคำสั่งรับล่วงหน้าเพราะเชื่อว่ามันจะรับ
- ใช้เป็นที่วางระยะตัดขาดทุน — นี่คือประโยชน์ที่แข็งแรงที่สุดและไม่ต้องพึ่งอัตราเด้งเลย โซนเป็นจุดอ้างอิงที่ชัดเจนสำหรับตอบคำถามว่า "ผิดตรงไหน" ก่อนเข้าไม้
- ใช้สื่อสารกับตัวเอง — การเขียนกฎให้ชัดจนลากซ้ำได้ บังคับให้คุณตัดสินใจล่วงหน้า แทนที่จะลากเส้นใหม่ทุกครั้งที่ราคาขยับเพื่อให้กราฟเข้าข้างสิ่งที่อยากทำอยู่แล้ว
สิ่งที่ต้องบอกให้ครบ — ข้อจำกัด
- ทดสอบบนกราฟรายวันเท่านั้น ไม่ได้ทดสอบไทม์เฟรมอื่น ผลอาจต่างออกไป
- ไม่รวมค่าธรรมเนียมและสเปรด ซึ่งในการเทรดจริงจะกินผลตอบแทนเพิ่ม
- ไม่ได้รวมข้อมูลดัชนีหุ้นไทย เพราะแหล่งข้อมูลที่ใช้ส่งข้อมูลขาดหาย จึงตัดออกเพื่อความถูกต้อง เหลือ 23 สินทรัพย์ (จากที่ตั้งใจไว้ 24)
- เกณฑ์ "เด้ง/พัง" ที่ 1 ATR ภายใน 15 แท่ง เป็นการเลือกของเราเอง ตัวเลขอาจขยับได้ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์ แม้ทิศทางของข้อสรุปจะไม่เปลี่ยนในการทดสอบซ้ำหลายค่าที่เราลอง
- ผลนี้เป็นค่าเฉลี่ยรวม 23 ตลาด ไม่ใช่คำทำนายว่าเส้นของคุณบนกราฟของคุณจะเป็นอย่างไร
สรุป
- กฎ 4 ข้อทำให้ลากเส้นซ้ำได้เหมือนกันเป๊ะ และลดเส้นจาก 23 เหลือ 4 โซน — ส่วนนี้ใช้ได้จริง
- แต่เมื่อวัดกับกลุ่มควบคุม เส้นจริงเด้ง 64.01% แพ้เส้นสุ่มที่ 71.87% และเส้นเลื่อนที่ 70.29%
- ส่วนต่าง −6.22 จุด (95% CI −9.63 ถึง −3.38) ติดลบ 100% ของ 4,000 รอบ และเส้นจริงชนะแค่ 4 จาก 23 ตลาด
- ความเชื่อ "ทดสอบซ้ำ = เส้นแข็ง" อธิบายได้ด้วยกับดักการรอดชีวิตล้วน ๆ (59.44% → 68.89%)
- เส้นยังมีประโยชน์ในฐานะจุดเฝ้าดูและที่วางระยะตัดขาดทุน — แต่ไม่ใช่เหตุผลเดี่ยวในการเข้าไม้
ถ้าอยากอ่านการทดสอบแนวรับแนวต้านอีกชุดที่ใช้วิธีต่างออกไป (วัด "การแตะ" แทน "การเด้ง") อ่านต่อได้ที่ แนวรับแนวต้านคือจุดเฝ้า ไม่ใช่จุดเด้ง และถ้าสนใจเรื่องการนับข้อมูลซ้ำจนหลักฐานดูเยอะเกินจริง มีตัวอย่างชัด ๆ อยู่ใน 1,376 วันที่เหลือจริงแค่ 6 ช่วงตลาด
บทความนี้เป็นการให้ความรู้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้เขียนไม่ใช่ผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. การลงทุนมีความเสี่ยง อาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวน ผลในอดีตไม่ยืนยันผลในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ — จากข้อมูลรายวันจริง 23 สินทรัพย์ 220,506 แท่ง เส้นที่ลากด้วยกฎสถิติมีอัตราเด้ง 64.01% จาก 1,795 ครั้ง ขณะที่เส้นที่สุ่มขึ้นมาในกรอบราคาเดียวกันเด้ง 71.87% จาก 2,126 ครั้ง และเส้นจริงที่เอามาเลื่อนทิ้ง 3-8% เด้ง 70.29% จาก 2,181 ครั้ง เมื่อสุ่มยกตลาดซ้ำ 4,000 รอบ ส่วนต่างค่ากลางอยู่ที่ -6.22 จุดเปอร์เซ็นต์ ช่วงเชื่อมั่น 95% คือ -9.63 ถึง -3.38 และติดลบทั้ง 100% ของรอบ
ไม่ใช่ ผลนี้บอกอย่างเดียวว่า "อัตราเด้ง 64%" ไม่ได้พิสูจน์ว่าเส้นของคุณมีความหมาย เพราะเส้นที่ไม่มีเหตุผลรองรับก็ได้ตัวเลขพอกันหรือดีกว่า สาเหตุที่ราคาเด้งคือราคาแกว่งขึ้นลงเป็นปกติของมัน ไม่ใช่ตัวเส้น แนวยังมีประโยชน์ในฐานะจุดเฝ้าดูและจุดอ้างอิงสำหรับวางระยะตัดขาดทุน แต่ไม่ควรใช้เป็นเหตุผลเดี่ยวในการเข้าไม้
เพราะกับดักการรอดชีวิต เส้นที่พังตั้งแต่การทดสอบครั้งแรกจะไม่มีครั้งที่ 2 ให้ใครนับ เหลือแต่เส้นที่บังเอิญรอด ตัวเลขจริงคือการทดสอบครั้งแรกเด้ง 59.44% จาก 927 ครั้ง แต่ครั้งที่ 2 ขึ้นไปเด้ง 68.89% จาก 868 ครั้ง ห่างกัน 9.45 จุด ทั้งที่เป็นเส้นชนิดเดียวกันและกฎเดียวกัน
หนึ่ง ใช้เฉพาะจุดกลับตัวที่สูงหรือต่ำกว่าทุกแท่งในระยะ 10 แท่งทั้งสองข้าง สอง จุดกลับตัวนับได้ก็ต่อเมื่อผ่านไปครบ 10 แท่งแล้วเท่านั้น เพื่อไม่ให้แอบใช้ข้อมูลอนาคต สาม เส้นคือโซนที่มีความหนา 0.5 เท่าของ ATR 14 วัน ไม่ใช่เส้นบางหนึ่งพิกเซล และสี่ โซนจะนับเป็นโซนได้ต้องมีจุดกลับตัวมาชนอย่างน้อย 2 จุด กฎชุดนี้ทำให้คนละคนลากได้เส้นเดียวกันเป๊ะ
ทดสอบบนกราฟรายวันเท่านั้น ไม่ได้ทดสอบไทม์เฟรมอื่น ไม่ได้รวมค่าธรรมเนียมและสเปรด ไม่ได้รวมข้อมูลดัชนีหุ้นไทยเพราะแหล่งข้อมูลมีปัญหาข้อมูลขาดหายจึงตัดออก และการนับว่าเด้งหรือพังใช้เกณฑ์ 1 เท่าของ ATR ภายใน 15 แท่ง ซึ่งเป็นการเลือกของผู้ทดสอบเอง ตัวเลขอาจขยับได้ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์
⚠ ก่อนนำไปใช้
- บทความนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน — ผู้เขียนไม่ใช่ผู้แนะนำการลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.
- ตัวเลขทั้งหมดเป็นภาพ ณ วันที่วัด และผลในอดีตไม่ยืนยันผลในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง